ขอนแก่น – สทนช.ภาค 3 ผนึกกำลัง กฟผ. และมข. วางแผนรับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งในลุ่มน้ำชี หลังสภาพอากาศแปรปรวน

สทนช.ภาค 3 ผนึกกำลัง กฟผ. และมหาวิทยาลัยขอนแก่น วางแผนรับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งในลุ่มน้ำชี หลังสภาพอากาศแปรปรวน ขณะที่เขื่อนอุบลรัตน์มีน้ำ 821 ล้านลูกบาศก์เมตร คาดเดือนกันยายนถึงตุลาคมน้ำเพิ่มแตะร้อยละ 80 พร้อมเดินหน้าปรับแผนแม่บทระยะ 20 ปี ให้การบริหารจัดการน้ำตรงจุดและยั่งยืน

วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมบงกช เรือนพานคำ โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 พร้อมด้วยนายธนภัทร ฉัตรสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติเวช ขันติยวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมประชุมบูรณาการแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และป้องกันภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำชี พร้อมมุ่งประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เตรียมพร้อมรับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ หลังลุ่มน้ำชีเผชิญทั้งปัญหาน้ำท่วมจากฝนตกหนัก น้ำหลากระบายไม่ทัน และภัยแล้งจากฝนทิ้งช่วง รวมถึงข้อจำกัดด้านพื้นที่และแหล่งกักเก็บน้ำ

ขณะที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำชี ช่วงปี 2566 ถึง 2580 ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด รวมประมาณ 49,269 ตารางกิโลเมตร โดยนำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ เอสอีเอ มาประกอบการวางแผน ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม และเปิดให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

ด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. เปิดข้อมูลสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ณ วันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมา มีน้ำในอ่าง 821 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณร้อยละ 33.79 ของความจุ และเป็นน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้ 240 ล้านลูกบาศก์เมตร มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 201 ล้านลูกบาศก์เมตร

นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 กล่าวว่า การจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำครั้งนี้ ได้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ มาใช้ในการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล โดยคำนึงถึงความสมดุลระหว่างด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้แผนการดำเนินงานมีความยั่งยืนมากขึ้น

ที่ผ่านมา การพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบประปา รวมถึงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย อาจยังมองภาพในเรื่องความสมดุลและความยั่งยืนได้ไม่ครบถ้วนมากนัก แต่การจัดทำแผนแม่บทฉบับใหม่นี้ คาดว่าจะช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีความสมบูรณ์และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งปัจจุบันสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ส่งผลให้สถานการณ์อุทกภัยในบางพื้นที่มีความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันปริมาณฝนและปริมาณน้ำมีความแปรปรวนมากขึ้น เครื่องมือและแนวทางการบริหารจัดการน้ำแบบเดิมอาจไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่มเครื่องมือและแนวทางในการบริหารจัดการน้ำให้มีความยืดหยุ่นและรองรับสถานการณ์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับแผนแม่บทดังกล่าวจะเป็นกรอบระยะยาว20ปี โดยจะมีการทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้สามารถปรับแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ได้ เช่น หากมีโครงการที่กำหนดก่อสร้างในช่วงปีที่20 จะต้องเริ่มเตรียมการด้านการออกแบบและวางแผนตั้งแต่ช่วงปีที่ 5 เพื่อให้การดำเนินงานในอนาคตมีความต่อเนื่องและสมบูรณ์มากที่สุด รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาให้ตรงกับความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่

ส่วนสถานการณ์ฝนในปัจจุบัน นายธรรมพงศ์ กล่าวว่า ปรากฏการณ์สภาพอากาศมีการกระจายตัวที่ไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่มีฝนตกหนักมาก ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงกลับมีฝนตกน้อยหรือไม่มีฝนเลย ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำชี ซึ่งต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งปัญหาอุทกภัยในพื้นที่เมืองและพื้นที่ชุมชน

สำหรับจังหวัดขอนแก่น มีการจัดทำแผนย่อยภายใต้แผนแม่บท โดยประสานความร่วมมือกับเทศบาลนครขอนแก่นและหน่วยงานด้านโยธา เพื่อสำรวจและแก้ไขจุดเสี่ยงน้ำท่วมในเขตเมือง ทั้งบริเวณอุโมงค์ลอดทางรถไฟและจุดอ่อนไหวต่าง ๆ ขณะที่บางพื้นที่ในจังหวัดมหาสารคามก็มีจุดเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังเช่นกัน

ส่วนสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลัก ปัจจุบันมีปริมาณน้ำประมาณร้อยละสามสิบ ซึ่งถือว่าเป็นไปตามกติกาการบริหารจัดการน้ำ โดยคาดว่าในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมจะมีฝนเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้น และคาดว่าจะมีน้ำในอ่างประมาณร้อยละแปดสิบ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ปรับแผนการระบายน้ำ โดยลดการระบายและเพิ่มการเก็บกักน้ำ เพื่อให้มีน้ำสำรองเพียงพอในช่วงฤดูแล้ง สำหรับการเตรียมรับมือภัยแล้ง หากปริมาณฝนลดลงและปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง ความรุนแรงของภัยแล้งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการเพิ่มปริมาณการเก็บกักน้ำในทุกพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำตามกติกา เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตร

ขณะเดียวกัน ในพื้นที่จุดอ่อนไหว หน่วยงานได้เตรียมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่มีเวลาเตรียมรับมือ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครพนมและสกลนคร ซึ่งขณะนี้มีการเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้พร้อมรองรับสถานการณ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้ผลกระทบต่อประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด

 

ในประเทศ

Related posts